みんなさま ご気元よ
 
ก่อนอื่นจะบอกว่า แบตเตอรี่ของกล้องถ่ายรูปของฉันมันพังซะแล้วละ แหะFoot in mouth แล้วมันก็ดันเป็นแบตเตอรี่แบบที่ออกแบบมาเฉพาะรุ่นของกล้อง ซึ่งตอนนี่กล้องรุ่นนี้ก็ตกรุ่นไปแล้ว เลยทำให้แบตเตอรี่รุ่นนี้ไม่มีขายตามไปด้วย ไปเดินหาตามร้านขายกล้องถ่ายรูปเขาก็บอกว่าไม่มีแบตเตอรี่ของกล้อง Nikon EN-EL 5 ที่เป็นของ Nikon แล้ว มีแต่ของ OSCA เลยทำให้ฉันไม่กล้าซื้อ สงสัยต้องซื้อทางอินเตอร์เน็ตซะแล้วละ ก็คงจะถ่ายรูปไม่ได้พักนึงเพราะมีกล้องถ่ายรูปอยู่ตัวเดียวนี่แหละ
 
แล้วก็จะว่าไป ช่วงหลังมานี่ฉันก็ไม่ค่อยจะได้ควักกล้องถ่ายรูปออกมาถ่ายรูปงานคอสเพลย์แล้วด้วย ถ้าไปงานคอสเพลย์ก็เน้นไปเดินเล่นหรือซื้อของที่เขาเอามาจัดรายการขายซะมากกว่า
 
จะว่ายังไงดี ตอนที่เจอคนแต่งคอสเพลย์ในงานมันก็รู้สึกหมดอารมณ์ถ่ายรูปมั๊ง แต่ตอนนั้นก็หาสาเหตุไม่ได้ ไม่รู้เพราะอะไรถึงหมดอารมณ์ถ่ายรูป จะเรียกว่าเบื่อก็ได้...  แต่ คนที่แต่งคอสเพลย์เขาก็แต่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆนี่ ถ่ายรูปมาตั้งหลายปีไม่เห็นจะเบื่อ มาเบื่อเอาช่วงสองสามปีหลังเนี่ย มันก็น่าสงสัยตัวเอง แสดงว่ามันต้องมีอะไรสิน่า
 
ฉันเลยมาลองคิดหาสาเหตุดูตามประสาคนฟุ้งซ่าน เรื่องไม่เป็นเรื่องก็เก็บมาคิดให้มันรกสมองไปหมดว่าอย่างนี้
 
- ฉันมักจะชอบพูดกับตัวเองหรือพูดกับคนอื่นว่างานคอสเพลย์สมัยนี้มันไม่ค่อยสนุก เทียบกับเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อนไม่ได้ แล้วอะไรที่มันไม่สนุกล่ะ
          เอาชนิดของงานก่อนนะ งานคอสเพลย์เมื่อก่อนสำนักพิมพ์การ์ตูนเป็นคนจัด สมัยนั้นก็มี เนชั่นจัดงานบูม วิบูลย์กิจจัดงานของวิบูลย์กิจเอง โรงเรียนสอนวาดการ์ตูนสินธรจัดงานสินธร - สมัยนี้ก็มีบริษัทใหญ่ๆ เช่น เจ้าของแบรนด์โออิชิ(เมื่อก่อนก็ตัน ตอนนี้ก็เบียร์ช้าง)จัดงานคอสเพลย์อลังๆ โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นไมนิจิที่จัดเองมั่ง ไป Co กับคนอื่นเขามั่ง แล้วก็กลุ่มคนที่ชอบการ์ตูนรวมทุนกันไปจัดเอง เอาเจ้าแรกที่ฉันรู้จักก็งาน Comic Party ของแฟนพันธุ์แท้การ์ตูนญี่ปุ่นคนแรก(ไม่ใช่ตาชูซาคุนะ ตาชูซาคุเป็นคนที่สอง) งาน Capsule (นี่ละของตาชูซาคุ) ฯลฯ อย่าไล่เลย เสียเวลานึกเสียเวลาพิมพ์ เดี๋ยวจะอ่านตาลายเปล่าๆ แคนี้ก็ตัวหนังสือเต็มเพจอ่านจนตาลายขนาดคนเขียนเองยังเริ่มตาลายละ
          เนื้อหาของงาน ฉันว่าสมัยก่อนกะสมัยนี้มันก็ไม่ได้มีการพัฒนาเนื้อหาเลยนะ จัดกันยังไงก็จัดกันอย่างนั้น ไม่ใช่สิ จะว่าไปสมัยนี้เนื้อหาของงานน้อยลงด้วย ลองนึกดูละกัน เนื้อหาของงานก็มี...  ประกวดคอสเพลย์(งานคอสก็ต้องประกวดคอสอยู่ละ เลี่ยงไม่ได้)  ประกวดร้องเพลง(แต่ก่อนมีทั้งประกวดกันเป็นวงดนตรี แล้วก็ประกวดร้องเดี่ยว สมัยนี้เน้นประกวดร้องเดี่ยวกันอย่างเดียว สงสัยโอตาคุทั้งหลายไม่อยากอยู่หลังเครื่องดนตรี มันเด่นสู้คนที่มาแหกปากโหวกเหวกหน้าไมค์ไม่ได้มั๊ง)  ตั้งบูธขายของ  ประกวดวาดรูปการ์ตูน  ประกวดการ์ตูนสั้น(เดี๋ยวนี้มันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้อีสองอย่างหลังเนี่ย)  อ้อ แล้วก็สมัยก่อนจะมีบอร์ดกระดาษขาวขนาดใหญ่ให้คนที่มาร่วมงานละเลงกันด้วย เดี๋ยวนี้ก็หายไปอีกเช่นกัน
          ความถี่ สมัยก่อนมีกันสามเจ้าเบิ้มๆ แต่ละเจ้าก็จัดกันแค่ปีละครั้ง เพราะฉะนั้นปีนึงก็มีงานให้เที่ยวกันแค่สามครั้ง จะจัดห่างไกลความเจริญแค่ไหนก็จะถ่อสังขารไป จำได้ งานสินธรเคยไปจัดเอาเซ็นทรัลพระรามสองนู้น ฉันนี่นั่งรถข้ามมุมเมืองของกรุงเทพไปเลยีเดียว ไกลมากกกกกกกก...  สมัยนี้ เจ้าเล็กเจ้าน้อยเจ้าใหญ่เจ้ายักษ์จัดกันเพียบ แถมมันบ้าพลังจัดกันปีละหลายๆครั้ง เคยมีอยู่ปีนึงมั๊ง ไม่นานนี้หรอก งานคอสเพลย์มันมีทุกสัปดาห์เลยหวะ Foot in mouth เห็นตารางงานก็ขี้เกียจไปแล้ว
          ตัวการ์ตูนที่เลเยอร์ทั้งหลายแต่งคอสเพลย์มา สมัยก่อนสื่ออินเตอร์เน็ตมันไม่เร็วปรู๊ดปร๊าดเท่านี้ ไอ้เรื่องจะตามการ์ตูนญี่ปุ่นชนิดจี้ติดทันเหตุการณ์น่ะ ไม่มีหรอก ตอนนั้นจะรู้จักการ์ตูนญี่ปุ่นได้ก็ต้องมีสำนักพิมพ์การ์ตูนเอามาลงในนิตยสารที่ขายเมืองไทย ถึงจะได้อ่านได้รู้จัก เพราะฉะนั้นการ์ตูนสมัยนั้นก็เลยมีน้อย แต่ละเรื่องเหล่าโอตาคุทั้งหลายก็รู้จักกันแทบทุกคน พอคอสเพลย์แต่งมาปุ๊บ ตากล้องเห็นปั๊บร้องอ๋อ...แต่งเป็นตัวนี้จากเรื่องนี้ใช่ไหม ขอถ่ายรูปหน่อยนะ แชะๆ Smile  สมัยนี้เรอะ อินเตอร์เน็ตมันตักกันเข้าไปสิบเมกกะบิตเปอร์เซคคันด์ ดูหนังดูละครผ่านเน็ตลื่นปรื๊ดยังกะดูทีวี ญี่ปุ่นฉายการ์ตูนเรื่องอะไรโอตาคุไทยได้ดูหมดยังกับว่าได้ไปดูทีวีญี่ปุ่นกันยังไงยังงั้น(ความฝันเลยใช่มะ เหล่าโอตาคุทั้งหลาย อย่ามาซึน เรารู้ทัน เพราะเราก็ฝันแบบนั้นเหมียนกัลล์ แต่ฉันก็ไม่เคยมีบุญได้แตะเน็ตเร็วๆกะเขาซักที) การ์ตูนญี่ปุ่นมันเลยไหลทะลักเข้ามาเรื่องอะไรต่อเรื่องอะไรเยอะแยะไปหมด คนที่รู้จักการ์ตูนแต่ละเรื่องก็เลยมีน้อยลง แล้วแต่ละคนก็รู้จักเฉพาะเรื่องที่ตัวเองสนใจ เช่นโอตาคุชายหื่นก็จะรู้จักแต่การ์ตูนตู้มๆ เช่นนมสู้ผี อะไรอย่างนี้ ส่วนโอตาคุสาวหื่น(ก็พอกันแหละ อย่าซึน)ก็รู้จักการ์ตูนหล่อๆ เช่นพ่อบ้าน  ทีนี้พอแต่ละคนแต่งคอสเพลย์กันมา เอาละสิ สไตล์ใครสไตล์มันละทีนี้ พอตากล้องเดินมาเห็น ... เอ่อ ... เรื่องอะไรวะ ... นี่ใช่คอสเพลย์รึป่าววะ? ... ไม่ถ่ายดีก่า ไปละ ขอตัว Sealed  พอเกิดความแปลกแยกกันมากๆ คอสเพลย์แต่งมาแล้วตากล้องไม่ถ่ายรูป ตากล้องก็ไม่อยากถ่ายรูปคอสเพลย์ที่แต่งอะไรมาก็ไม่รู้ มันก็ต้องหาจุดที่เข้าใจร่วมกัน ก็เลยน่าจะเป็นที่มาของ "คอสเพลย์โวคัลลอยด์ถล่มงาน" เออ ทีแรกมุขนี้ก็ได้ผลดีหรอก เพราะแต่งกันมาครั้งแรกๆมันก็แปลกใหม่ดี แต่พอหลายๆครั้งเข้ามันก็เบื่อนะเฮ้ คราวที่แล้วก็โวคัลลอยด์ คราวนี้ก็โวคัลลอยด์ คราวไหนๆก็โวคัลลอยด์ ยกกันมาเป็นครอบครัว แต่งมาคนเดียวก็ไม่ต้องกลัวเหงา เพราะเดี๋ยวก็มาหาครอบครัวกันในงานเอาได้  กลายเป็นว่าโปรแกรมเขาทำออกมาให้ทำเพลง แทนที่จะสนใจศึกษาหาความรู้ใช้โปรแกรมให้มันเกิดประโยชน์ พวกกลับเอาแค่มาสคอตโปรแกรมเขามาใช้ซะอย่างนั้นแหละ อย่างนี้ไม่ต้องเสียเวลาเสียสะตุ้งสตางค์ค้นคว้าวิจัยเสียงมนุษย์แล้วตัดออกมาเป็นโปรแกรมก็ได้ ทำกล่องเปล่าวาดรูปแปะหน้ากล่องเป็นผู้หญิงสวยๆก็พอแล้ว
 
พอมานั่งแยกประเด็นดูแบบนี้ เออ เริ่มเข้าใจละว่าฉันเบื่อที่จะกดชัตเตอร์เพราะอะไร ประกอบกับถ่านกล้องหมดอายุพอดี ก็พอดีกัน จะได้พักบ้าง
 
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาคิดว่าจะไปดูงาน เค-ออน! ที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ซะหน่อย ไม่รู้ด้วยว่าเขาเก็บค่าเข้างานไหม เพราะเว็บไซต์ไม่ได้บอกเรื่องนี้ ก็เลยเดินทางไป ระหว่างทางผ่านโบสถ์เซนต์หลุยส์ เขาจัดพิธีแต่งงานกันพอดี เลยคิดว่าขึ้นไปดูงานก่อน แล้วถ้างานไม่สนุกยังไงค่อยลงมาดูพิธีแต่งงาน พอขึ้นไปปรากฏว่าเขาเก็บค่าเข้างานซะนี่ จะมากจะน้อยไม่รู้ละเพราะไม่คิดจะถาม หลายเหตุผลที่ฉันไม่คิดจะเสียเงินให้กับงานการ์ตูน แต่ถ้าจัดงานการ์ตูนแล้วเก็บเงินค่าออกบูธขายของ กิจกรรมในงานก็ให้นักร้องหรือนักดนตรีที่อยากโชว์ออฟมาจัดแสดงโดยไม่คิดจะให้ค่าตัวหรือค่าเหนื่อย(หรือหนำซ้ำยังเรียกเก็บค่าเข้างานจากพวกนั้นอีก) แล้วยังมาเก็บเงินคนเข้างาน  โอเค คุณอาจอ้างได้ว่าค่าจัดงานแพง สถานที่แพง สตาฟเหนื่อย ตามใจคุณ แต่ฉันซึ่งเป็นผู้บริโภคก็อ้างได้เหมือนกันว่า "การกระทำแบบนี้ฉันในฐานะผู้บริโภครู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ" เพราะในสายตาของฉัน ฉันเห็นแต่พวกคุณเอาเงินจากทุกๆคนโดยไม่ให้อะไรเขาเลย...  ฉันก็เลยลงลิฟต์มาดูงานแต่งงานดีกว่า อยากรู้จังว่าเขาจะมีแลกแหวนแล้วจูบกันไหม แบบในหนังหรือในนิทานไง แต่ปรากฏว่า ไม่มีค่ะท่าน Tongue out บาทหลวงเขาให้ยกมือไหว้พ่อแม่ ไหว้คู่บ่าวสาวกันเอง แล้วก็ไหว้แขกผู้ร่วมงาน แล้วก็ถ่ายรูปหน้าพระแท่นพิธีเท่านั้นเอง สรุปก็เลยได้ดูพิธีแต่งงานแทน เอาน่ะ ไปไม่เสียเที่ยว
 
ขากลับก็เลยแวะดูงานเจเทรนด์ งานฟรีดูได้ หึ Cry
 
では また会いましょう

Comment

Comment:

Tweet

People are willing to find the thesis titles just about this topic. When they know about your hot theme, they will believably purchase the <a href="http://topthesis.com">dissertation writing</a>.

#3 By BarnettRita (103.7.57.18|31.184.238.21) on 2012-06-06 01:03

เรื่องงานคอสเพลย์ผมไม่มีความเห็นแฮะ เนื่องจากไม่ได้เกี่ยวข้องเท่าไหร่
แต่เรื่องงานเคออนผมก็ไปอยู่นะครับ มีความเห็นแย้งกับท่านนิดหน่อย แบบว่าผมว่าสามสิบบาทก็พอรับได้อยู่นะ
งานนี้ผมมองว่าคนจัดงานขาดทุนแน่ ๆ เพราะงานคนไปน้อยกว่างานแคปมาก(น่าจะราว ๆ 1 ใน 5 ของงานแคปเองมั้ง)
อย่างพวกเครื่องเสียง เครื่องดนตรีบางชิ้น ผมว่าทางเจ้าของงานก็ต้องจ้างไปลงอยู่แล้ว ก็ไม่รู้ราคาเท่าไหร่ น่าจะโหดไม่ใช่เล่น(ลองถามนักดนตรีบางคนเห็นบอกว่าเครื่องเสียงดีมากเท่าที่เคยได้เล่นตามงานมา)
ส่วนคอนเสิร์ตก็เปิดให้แสดงเต็มที่เลย ผมมองว่ามันได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่ายนะครับ คนแสดงก็มีพื้นที่โชว์ความสามารถ คนจัดก็เอาคนรักการ์ตูนมารวมกัน
อย่างผมในฐานะคนชอบดนตรี ก็รู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปนะ ถูกกว่างานแคปซูลด้วย แถมได้ฟังดนตรีเต็มอิ่มเลย(แสดงกันตั้งแปดวง)
ส่วนนักดนตรีผมมองว่าเขาพอใจที่จะได้มาแสดงอยู่แล้วนะครับ ค่าตอบแทนเขาน่าจะรู้แต่แรกอยู่แล้วว่าไม่ได้ ก็มาแสดงเพราะใจรักนี่แหละ
ไม่รู้ว่าผมมองแคบไปหรือเปล่านะครับ แต่ว่าในฐานะผู้ร่วมงาน(เข้าไปฟังอย่างเดียว)ก็มีความเห็นประมาณนี้

#2 By เตวิรัน(kairyuramon) on 2012-05-16 17:14

Hot! Hot! Hot!

ความเบื่อส่วนมากก็มักเกิดจาก..

ความซ้ำๆ และไม่มีอะไรใหม่(ในความรู้สึก)จริงๆ

หลายครั้งคนเราจึงต้องลองเสาะแหวงหาความแปลกใหม่..

จากสิ่งที่มีอยู่..

อย่างนั้นกระมังครับ^^confused smile confused smile sad smile